jeannie vogt


บทสัมภาษณ์คุณ จินตนา โฟ๊กท์
ตีพิมพ์ในนิตยสารเปรียว

เรื่องโดย อิ่มเอิบ

 

สร้างโลกไร้พรมแดน แทนการทอดทิ้ง ถ้าจะมีความจริงเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น ก็คือ การไม่มีกระทั่งความจริง
ให้เห็นแล้ว ทำให้ต้องสะเทือนใจด้วยบางเรื่องราวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
มันน่าเจ็บปวด ขนาดไหนถ้าล่วงรู้ว่า เด็กไทยที่ได้ชื่อว่าอนาคตของชาติ ขาดแคม่ลนแม้กระทั่งอาหาร เสื้อผ้า
การศึกษาไร้คนพึ่งพา ยามแร้น


จินตนา โฟ๊กท์ มิได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยล้นฟ้า ฐานะความเป็นอยู่ในัยเด็ก ทุกคนต้องช่วยเหลือตนเอง
เธอมีพ่อเป็นผู้ใช้แรงงาน หาเช้ากินค่ำ มีแม่ซึ่งต้องเป็นทั้งแม่บ้าน และแม่ค้าในเวลาเดียวกัน และพี่น้องร่วม
สายเลือด ที่คลานตามกันมารวมแล้วแปดชีวิต แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเธอ นับถือศาสนาคริสต์นิกาย
คาทอลิค ชึงมีสิทธ์ได้เล่าเรียนฟรีในโรงเรียนคริสต์ ที่จัดอยู่ในลำดับอันดับต้นๆของโรงเรียน ที่คนอยากเข้า
ไปเรียนมากที่สุด การที่พี่น้องเราได้เรียนโรงเรียนฝรั่ง ทำให้ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษของพวกเรา
ค่อนข้างดี แต่ด้วยความที่ครอบครัวเรา ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ลูกๆ จึงต้องทำงานหาเงินในช่วงปิดเทอม เพื่อนำเงิน
ที่ได้มาใช้ในช่วงเปิดเทอม ดิฉันเองก็ได้ไปทำงานที่โรงงาน ปลากระป๋อง ควั่นอ้อย ต้มถั่วลิสง และพับถุงกระดาษ
ขาย หรือถ้ามีเวลาเหลือ ก็จะไปรับจ้างล้างจานในโรงอาหารของโรงเรียนอินเตอร์ ที่ซอยร่วมฤดี แล้วนำเงิน
ที่ได้มาซื้อชุดนักเรียน หรือใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้พ่อแม่เดือดร้อนน้อยที่สุด ชีวิตเป็นอย่างนี้เรื่อยมาตั้งแต่เด็กจนโต
แต่ก็ไม่เคยคิดน้อยใจหรือท้อแท้ ซึ่งการที่เราต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ถึงเราเรียนเก่ง แต่ด้วยฐานะของเรา
ที่ไม่ดี เลยทำให้ดิฉันไม่สามารถเรียนแพทย์ ได้อย่างที่ใจหวัง ทำให้ต้องเบนเข็มไปเรียนในสายอื่น


จนกระทั่งเรียนจบระดับอนุปริญญาที่ HOLY พ่อก็มาเสียชีวิต ทำให้ดิฉันและพี่ชาย ต้องหาเงินกันตัวเป็นเกลียว
เพื่อส่งน้องๆ ให้ได้เรียนหนังสือต่อ โชคดีที่พอเรียนจบ ดิฉันก็ได้เข้าทำงาน ในบริษัทขายเครื่องมืออุปกรณ์
ทางการแพทย์ ทำอยู่ได้สักพักหนึ่ง ก็ย้ายไปทำงานที่โรงแรมรอยัล คลิฟ ชลบุรี จนได้มาเจอสามีซึ่งทำงาน
เป็นเชฟใหญ่อยู่ในโรงแรมเดียวกัน แล้วก็ได้แต่งงานกันในที่สุด แต่เนื่องจากกฎของทางโรงแรมเขาห้าม
สามีภรรยาทำงานอยู่ที่เดียวกัน ดิฉันจึงต้องลาออก แล้วย้ายไปทำงานกับ คุณหมอสัญญา วีระไวทยะ
ในด้านตำแหน่งผู้ช่วยเลขา ทำอยู่ได้สองปี สามีต้องย้ายไปประจำอยู่ประเทศต่างๆ ดิฉันก็เลยต้องลาออก
จากงานเลขา แล้วย้ายตามกันไปอยู่ฮ่องกง 3 ปี เยอรมัน 4 ปี คูเวต 2ปี และญี่ปุ่นอีก 10 ปี ตอนที่อยู่ญี่ปุ่น
ดิฉันยอมรับว่าหางานยากมาก เพราะคนญี่ปุ่นไม่พูดภาษาอังกฤษ พอเรียนจบ ก็ตัดสินใจจะเป็นครูสอนภาษา
ไทย สอนทำอาหารไทย ทำอยู่ได้สิบปี ก็ต้องย้ายตามสามีไปอยู่ที่เกาหลีอีกแปดปี


ปัจจุบันสามีได้ย้ายกลับมาอยู่ญี่ปุ่นอีกครั้ง ซึ่งดิฉันดีใจมาก ที่ได้กลับมาสอนภาษาไทย และสอนทำอาหาร
ในญี่ปุ่นอีกครั้ง ที่ดีใจเพราะตอนที่ได้ไปอยู่ญี่ปุ่นครั้งแรกนั้น ดิฉันได้สร้างความภูมิใจให้กับตนเอง ด้วยการ
ร่วมกับคณะแม่บ้าน อาสาสมัครแม่บ้านญี่ปุ่น ที่ชื่อ Nicco ช่วยกันหาเงิน เพื่อช่วยนำรายได้ ไปช่วยเขมร
อพยพในประเทศไทย โดยรายได้ของดิฉัน จะได้มาจากการสอนภาษาไทย และสอนทำอาหารไทยให้คน
ญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น


ในปีคศ. 1988 เมื่อคณะแม่บ้านญี่ปุ่น ได้เดินทางมา ค่ายเขมรอพยพ ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอสังขละ จังหวัดสุรินทร์
เมื่อดิฉํนได้ไปเห็น ก็รู้สึกว่าพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ได้ลำบากมากมาย เหมือนอย่างที่เราคิดเลย
ตรงกันข้าม เมื่อดิฉันได้หันกลับไปมองเด็กไทย ในประเทศไทย ซึ่งเป็นชาวบ้าน ทำไมเขาดูแล้วยากไร้
น่าสงสาร อาหารการกินก็ไม่มี เวลาที่เด็กหิวสมองเขาไม่สั่งงานหรอก บางวันเด็กมีแต่ข้าวเปล่าๆ แล้วจะเอาอะไร
ไปเลี้ยงสมอง เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ก็ดูเก่าขาดกะรุ่งกะริ่ง รองเท้าก็ไม่มีใส่ องคิดดูสิคะ นี่คือเรื่องจริงที่ดิฉัน
ได้ไปสัมผัสมา แต่ที่ดูแล้วน่าหดหู่ใจที่สุดก็คือ เด็กพวกนี้ขาดการศึกษาที่ดี ที่เขาควรจะได้รับ ตอนนั้นได้คิดว่า
นี่น่ะหรือ เด็กไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น อนาคตของชาติ ภาพสะท้อนจากมุมองที่เธอเห็นในวันนั้น จุดประกายให้เธอ
คิดมุ่งมั่น เพื่อการเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะได้เข้าไปช่วยเหลือเด็กไทย ในประเทศไทย ให้ได้มีอนาคตที่ดีกว่าเก่า
พอกลับไปญี่ปุ่นครั้งนั้น ดิฉันก็ขอแยกตัวออกจากคณะแม่บ้านญี่ปุ่น แล้วเริ่มคิดหาหนทาง เพื่อการช่วยเด็กไทย
ของเราเองดีกว่า โดยถ้าคณะแม่บ้านญี่ปุ่น เขาจะยังช่วยกลุ่มเขมรอพยพอยู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่สำหรับดิฉัน
ตอนนั้นสิ่งที่ได้ทำได้ก็คือ เริ่มต้นสอนภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ สอนทำอาหารไทย ให้แม่บ้านชาวญี่ปุ่น
และพวกอาสาสมัครในเมืองโอซาก้า ที่บ้านพักของตัวเอง แล้วรวบรวมเงินให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาช่วยเด็กไทย
แต่พอนักเรียนของดิฉัน เขาทราบเรื่องราวจากที่ดิฉันเล่าให้ฟัง เขาก็อยากช่วยเหลือ เราเลยรวบรวมกัน
เป็นทีม แล้วเดินทางมาเมืองไทยอีกครั้ง


เริ่มต้นด้วยการเข้าไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนไทยในโรงเรียน ตามหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดสุรินทร์เป็นเวลา
นาน 3 ปี ภายหลังจากนั้น ดิฉันจึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นกองทุน จินตนา โฟ๊กท์ ในปีคศ. 1989 โดยจัดเป็นกองทุน
ช่วยเหลือโครงการอาหารกลางวัน เพื่อเขาจะได้นำเงินไปปลูกพืช ผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ แต่พอให้ทุนไป
เราก็มาทราบภายหลังว่า โรงเรียนยังไม่มีน้ำประปาเป็นของตัวเอง เราก็เลยต้องไปสร้างบ่อน้ำบาดาล
ให้เขาก่อน ผลที่ตามมาจึงทำให้เราต้อง เพิ่มโครงการขุดน้ำ เจาะน้ำบาดาล โครงการห้องสมุดขึ้นมาอีก
หลังจากนั้นได้ไม่นาน เมื่อเราได้ดูสารคดี ซึ่งเขานำไปฉายในญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวของเด็กไทยที่ถูกซื้อตัว
จากพ่อแม่ในต่างจังหวัด เพื่อไปขายแรงงาน หรืออื่นๆ ซึ่งพ่อแม่จะไม่สามารถติดต่อกับเด็กได้เลย
พอเราเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร และเสียใจมาก จึงอยากทำอะไรสักอย่าง


NEXT

 



ภาษาไทย ไทยEnglish Versions อังกฤษ Japan ญี่ปุ่น

NetPivotal

Som Wong News

การช่วยเหลือเด็กๆในเมืองไทยมีผลต่อนักเรียน
ของโรงเรียน CA เช่นกัน เห็นได้จากที่นักเรียน
ของทาง CA มีความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น
เมื่อเห็นว่านักเรียนของมูลนิธิ มีความพยายาม
ที่จะไปให้ถึงเป้าหมายด้วยการเรียนหนังสือ
อย่างดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้ทางโรงเรียน CA
ผิดหวังในตัวพวกเขา ทางเด็กๆของ CA เองเริ่ม มีการพัฒนาตนเองมากขึ้นในแง่ของ
ความภาคภูมิใจในตนเองและความเชื่อมั่น
นักเรียน
CA เคยคิดว่าต้องรอจนกว่าพวกเขา
จะ
เป็นผู้ใหญ่ ถึงจะมีส่วนร่วมในสังคมได้
แต่โครงการนี้ทำให้พวกเขารู้ว่า พวกเขาสามารถ
สร้างความแตกต่างกับชีวิตของคนบางคนได้

นักเรียนจากโรงเรียน CA 4 คนที่ได้เดินทาง ร่วมไปกับทางมูลนิธิไปเมืองไทยในครั้งนี้
รู้สึกประหลาดใจที่ดิฉันได้ก่อตั้งมูลนิธฺิเพื่อให้
ความช่วยเหลือแก่เด็กๆเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว

เด็กๆที่รวมเดินทาง ได้ร่วมเขียนความเห็น
จากประสพการณ์ดังนี้ :

Matthew Lee // Aili Middleton // David Lee
Maiko Sho // and Sasipote Tangtiang
อ่านเพิ่มในข่าวสารสมหวัง..

Latest news from Jeannie Vogt

สำหรับปีนี้ดิฉันมีความดีใจที่จะแจ้งข่าวดีให้ทราบ
ทั่วกันว่ากองทุนจินตนาโฟ๊คที่ก่อตั้งมาแต่ดั้งเดิมนั้น
บัดนี้ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิจินตนา โฟ๊ค
กับกระทรวงมหาดไทยเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
และทางมูลนิธิเราในปีนี้ ก็ได้เดินทางออกแจกทุน
การศึกษาให้กับเด็กๆนักเรียนเรียนดี แต่ยากไร้
ตั้งแต่วันที่ 10-15 เดือนมกราคม 2011
ที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณทุกๆคน ที่ช่วยเหลือ
และสนับสนุนงานของมูลนิธิของเรา พวกเรา
สมาชิกของมูลนิธิเพื่อนๆ คุณครู และนักเรียน
ทุกคน มีความซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

ดิฉันจะระลึกถึงทุกๆคนทุกครั้งที่ดิฉัน
สวดมนต์ภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้า ขอให้พระเจ้า
ทรงคุ้มครองและปกป้องรักษาทุกๆคนด้วยเช่นกัน





Interview


Home
// ข่าวสมหวัง // โครงการ // โรงเรียน // อาหารไทย // หมู่บ้าน // สปอนเซอร์ // ติดต่อ
รายละเอียดเพิ่มเติมในเวปไซด์ภาษาญี่ปุ่นกรุณากดลิงค์ด้านล่าง
http://www.jttk.zaq.ne.jp/thaivillage

jeannie vogt fund

Design by Terri Sriyamaka